ตำแหน่งของคุณ Home

ดอกไม้สายน้ำความรัก“ความโดดเดี่ยวคือศาสนาของฉัน…การบินไปเพียงลำพังคือการบูชาอันศักดิ์สิทธิ์”ฝาโอ่ง

ดอกไม้สายน้ำความรัก“ความโดดเดี่ยวคือศาสนาของฉัน…การบินไปเพียงลำพังคือการบูชาอันศักดิ์สิทธิ์”【ฝาโอ่

ฝาโอ่ง

ดอกไม้สายน้ำความรัก“ความโดดเดี่ยวคือศาสนาของฉัน…การบินไปเพียงลำพังคือการบูชาอันศักดิ์สิทธิ์”ฝาโอ่ง

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

ธรรมชาติของชีวิต ส่องประกายเป็นสีสันแห่งใจลึกล้ำสู่ห้วงขณะของอารมณ์เสมอ …ผ่านข้อตระหนักรู้อันหยั่งเห็น ผ่านความไหวเคลื่อนอันสงบงาม และ ผ่านนิยามของภาวะรู้สึกในนามของความรักที่เป็นยิ่งกว่าความรัก…นั่นคือพื้นฐานแห่งต้นร่างของจิตวิญญาณอันล้ำลึก…ในวิถีผลิบานที่ชวนตื่นตระการของบทกวี..

ช่างเรียบง่าย…. “ไม่ต้องเปล่งเสียง /ไม่ต้องใช้แม้กระทั่งหนึ่งถ้อยคำ /การจากลาไม่เคยมีพิธีกรรม/มันช่างเรียบง่าย/ราวกับการค่อยๆหายไป/ของนกน้อยที่ริมขอบฟ้า/”

นัยแห่งอารมณ์อันละเมียดละไมและแฝงฝังไปด้วยสำนึกคิดอันบริสุทธิ์ใจนี้..คือภาพแสดงอันมีชีวิตชีวา ผ่านบทบาทของการหยั่งเห็นในฐานะของผู้สัมผัสโลกทาบทับเงาร่างไปบนศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นกวีที่ทอดถ่ายลมหายใจออกมาเป็นบทกวี…

“สูบบุหรี่/ลูบไล้และจูบคุณผ่านกระจก/ก่อนจะปล่อยให้ทุกความรู้สึกและเหตุการณ์/มอดไหม้ ละลายไปกลางอากาศ/…อย่ามองฉัน ด้วยสายตาเศร้าสร้อยเช่นนั้นสิ ที่รัก!/ความโดดเดี่ยวคือศาสนาของฉัน/ท้องฟ้าคือหลังคาของศาสนสถาน/ส่วนการบินไปเพียงลำพัง/คือการบูชาอันศักดิ์สิทธิ์/”

สถานะแห่งความหมาย. ทางความคิดในบทเริ่มต้นที่ได้กล่าวถึง คือรสชาติแห่งผัสสะที่ได้รับอย่างแผ่วเบาแต่เปี่ยมเต็มไปด้วยแก่นสาร ในกระซิบกระซาบของบทกวีแห่งใจ โดยกวีสาวผู้โลดทะยานสู่เวิ้งรู้ของจิตปัญญา “แม่น้ำ เรลลี่”

“ฉันเพียงแต่ยืนสงบนิ่ง /ปล่อยให้ลมแรงลูบไล้ใบหน้า/มองตามคุณขณะแล่นเรือห่างออกไป/ท้องฟ้าเวิ้งว้าง ทะเลคว้างไหว/เมื่อคุณกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ/และหายไป ณ เส้นขอบฟ้า/ฉันจึงจรดปากกา เขียนบทกวี”

“แม่น้ำ”..เขียนบทกวีของเธอด้วยปัจจุบันขณะภายใน เธอรับรู้สารจากภายนอกผ่านการใคร่ครวญ ก่อนที่จะส่งทอดสู่ “รับรู้ในรู้สึกภายใน”..มันคือวิธีการสร้างสรรค์ที่ครอบคลุมไปด้วยโครงสร้างแห่งการวินิจฉัยทางอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังโดยลำพัง หลายๆขณะมันโยงใยอยู่กับมายาลวงของสายธารชีวิต แต่อีกหลายๆขณะมันก็เผชิญหน้าอย่างเปิดเปลือยกับจิตวิญญาณอันสลับซับซ้อนของตัวตนอย่างติดแน่น…นั่นคือแนวทางสัญจรอันซ้ำๆของมวลผีเสื้อแห่งทุ่งดอกไม้ของความคิดที่ไม่มีวันตาย

“ยังคงเดินทางตามลำพัง/ฟังเรื่องราวซ้ำซาก/ของเหล่าผีเสื้อในทุ่งดอกไม้/..โอ..!ผู้พเนจร/หากรักเป็นเพียงสิ่งบันเทิงใจ/ไม่ทิ้งเราไว้กับบาดแผล/คืนนี้ข้าจะควบขับม้า/พาเจ้าโลดทะยานสู่ดวงดาว”

ความคิดแห่งชีวิตของบทกวีที่ปรากฏ…คือประจุพลังทางความคิดในเชิงพินิจพิเคราะห์อันมีส่วนทำให้การพบปะระหว่างตัวตนของกวีกับสัญชาตญาณของผู้อ่านได้มีโอกาสบรรจบกัน อย่างมีรูปรอย ยิ่งค่อยๆสัมผัสรู้..ยิ่งค่อยๆอ่านหัวใจที่เป็นสาระของเรื่องราวทั้งหมด ก็ยิ่งจะสื่อสารกับสัจจะอันถาวรและเนื้อในของฉากแสดงอันเร้นซ่อนของสุนทรียศิลปะแห่งความเป็นกวีและบทกวีโดยรวมอย่างลึกซึ้งและเข้าใจได้ไม่ยาก

“ใช่!..ครั้งหนึ่งมันเคยสวยงาม/แต่สิ่งนั้นก็ได้ผ่านไปแล้ว/ดอกไม้ผลิบานเพื่อร่วงโรย/สายน้ำผ่านมาเพื่อลาลับ/เข็มนาฬิกาต่างมุ่งเดินไปข้างหน้า/การย้อนเวลากลับเป็นแค่แฟนตาซีฟุ้งฝัน/…มีผู้ใดเคยครอบครองความอ่อนโยน/ของดวงตะวัน ดวงจันทร์ และดวงดาว/ได้อย่างแท้จริงบ้างเล่า/ บางความรู้สึกอาจแตกสลาย/บางความทรงจำอาจแหว่งวิ่น”

ความทรงจำนับเป็นสิ่งที่ถือครองชีวิต..แม้ในกาลเวลาแห่งชีวิตของใครก็ตาม…มันอาจจะแหว่งวิ่นไม่สมบูรณ์ เราอาจต้องเจ็บปวดกับพายุวิกฤตของจิตวิญญาณครั้งแล้วครั้งเล่า..แต่ขอเพียงมีความเข้าใจที่จะตีความภาวการณ์ที่อยู่เบื้องหน้า ด้วยความเต็มอิ่มทางสัมผัสรู้…อารมณ์หลักของความเป็นตัวตนก็จะขยายกว้างขึ้นในจักรวาลแห่งใจของเรา

“มากกว่าน้ำตา…/ใบหน้าของเธอและฉัน/ต่างเกรอะกรังด้วยเลือดของบาดแผล/หยัดกาย และเชิดหน้าขึ้นเถิดที่รัก/แม้คืนวันอันปวดร้าว/จะยังคงทับถมกันราวกับความไม่สิ้นสุด/ของซากใบไม้เน่าในป่ารกร้าง/แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป/ด้วยจักรวาลเป็นของใจเรา/แต่เพียงผู้เดียว..”

บทกวีของ “แม่น้ำ” ในแต่ละบทเป็นเหมือนเสียงของความเงียบ ที่มีนัยสำนึกอันแหลมคมเร้นซ่อนอยู่ภายใน เป็นสำนึกที่ทั้งคล้ายเหมือนและดุจดั่งสายลมที่พัดต้อง…ได้ยินแม้ไม่สัมผัสเห็น…สัมผัสเห็นแม้ไม่ได้ยิน…เป็นความหมายแห่งปริศนาที่คละเคล้าระคนกันของโลกอันหม่นมืด ณ วันนี้…เราต่างเติบโตมาด้วยวิถีทัศน์แห่งความไม่รู้ ว่ายวนไปมาในห่วงเหวของมายาคติ…รู้ในความไม่รู้ตรึงติดอยู่เช่นนั้น

“…โล้ชิงช้า /ให้ลมแม่น้ำปะทะใบหน้า/ให้ดอกหญ้าพลิ้วไหวล้อม/เสียงเพรียกของเยาว์วัย/กู่ร้องผ่านฝูงนก/…ฉันกางแขน หลับตา/โบกบินอย่างอิสระ/ดวงใจรับรู้ว่า/ท่ามกลางความสดชื่นรื่นรมย์นี้/สารัตถะ คือ”ความเปล่าดาย”…/”

การตอกย้ำถึงวิถีแห่งสัจจะ…ที่ได้ใช้ชีวิตกับมันแล้ว เป็นสายทางทางความคิดหนึ่งที่ปรากฏชัดในรวมบทกวีชุดนี้..เป็นกลวิธีทั้งด้านความคิดและการกระทำของกวี…ที่หวังจะเปรียบเทียบเพื่อปลุกตื่นธารสำนึกของผู้อ่านให้ได้เข้าใจถึงบริบทในเชิงประสบการณ์และสัญชาตญาณ ที่จะส่งอิทธิพลถึงการตีความชีวิตของอารยธรรมที่เป็นไปทั้งต่อหน้าและรับหลัง…ความจริงแท้หรือความจริงลวงใดๆ…คือเหยื่อที่ซ่อนอยู่..กับการกลายเป็นที่จะอุบัติขึ้นทีละน้อยกับความเป็นไปนานาแห่งความเป็นไปของโลก…ที่คนทุกคนบนโลกนี้ จำเป็นที่จะต้องเผชิญหน้าและเข้าใจ..

“สัญชาตญาณบังคับฉันให้รัก/แต่อารยะธรรมสอนฉันให้ละอาย/กะลาสีเรือแตกไม่ได้มาพร้อมกับบทกวี/แต่เขามาพร้อมกับอุดมทัศน์สูงส่ง/บางถ้อยคำโปร่งเบาสุ้มเสียงแน่นหนัก/บางสำนึกในคัมภีร์ที่ฉันไม่มีวันเข้าใจ/…เขากลายเป็นนักศีลธรรมเสียแล้ว/เขาหยุดร้องเพลงอย่างสิ้นเชิง/เขาลืมไปด้วยว่าท้องฟ้ายามเปลี่ยวเหงาเป็นเช่นไร/เขานึกภาพตะวันขึ้นและลงที่เส้นขอบฟ้าไม่ออก/และรู้สึกไม่ได้ว่าปีกของนางนวลขยับบินอย่างไร”

“ดอกไม้ สายน้ำ ความคิด”…ดำเนินลีลาแห่งบทกวีไปอย่างเงียบนิ่ง ดิ่งลึกสู่ใจความของการตีความ ….อะไรคืออะไรในความคิดนั้นๆผ่านดอกไม้ ผ่านสายน้ำ ผ่านความรัก/ทั้งหมดเป็นตราประทับของโลกที่ห่มคลุมอย่างสนิทแน่นด้วยความดีและร้ายอันยากจะเข้าใจ…มันอาจคือความทรงจำ และอาจเป็นความหลงลืมที่ผิดบาปที่ยากจะสลัดหลุด จนที่สุดแล้วก็กลายสภาวะเป็นแอกแห่งพันธนาการที่ติดตรึงไปจนชั่วชีวิต…

“แม่น้ำ” เขียนชีวิตของบทกวีด้วยน้ำคำแห่งอารมณ์ความรู้สึกออกมาอย่างจริงใจ มองดูเหมือนจะผิวเผินต่อการรับรู้ในเชิงประกอบสร้าง แต่หากได้เพ่งพินิจถึงถ้อยคำในน้ำคำแห่งบทกวีแล้ว…สิ่งต่างๆในการกลืนกินข้อประจักษ์อันจริงแท้ของชีวิตก็จะผุดพรายขึ้นมาเป็นแสงฉายของความหวังที่ไม่รู้ดับ และจะไม่อับแสงไปในความสับสนวกวนอันไร้สาระ…ตลอดไป

เพียงแค่จำนวนที่มากไป ของรวมบทกวีในเล่มนี้…ที่มีส่วนทำให้เอกภาพทางความคิดในประพันธกรรมแห่งบทกวีทั้งหมด ไม่บรรลุถึงจุดสูงสุดนัก มันเหลื่อมซ้อนกันอยู่ทั้งรูปลักษณ์และความหมายที่สมควรจะถูกเลือกสรรและคัดสรรให้สอดคล้อง ได้สมดุล และมีสัดส่วนในความงามเชิงศิลปะ และ การเชื่อมโยงผูกพันทางความคิดและอารมณ์ความรู้สึกได้มากกว่านี้…

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น..นี่ก็ถือว่ารสชาติของบทกวีในความมุ่งมั่นของผู้เป็นกวี ก็ได้บรรลุถึงการเป็นวงล้อแห่งการก่อเกิดที่สามารถสื่อสารกับผู้อ่านอย่างเนียนแนบในเจตจำนงแล้ว ..ดี งาม จริง ลวง เช่นไร..! การสรรค์สร้างแห่งใจย่อมคือบทสรุปในบทสรุปของทุกสิ่ง…มันคือ…ดอกไม้ของถ้อยคำดอกหนึ่งที่เบ่งบานกลางมหาสมุทรน้ำตาและหยดเลือด…อย่างแท้จริง!

“ผุดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ กลางหลุมศพของความโดดเดี่ยว หล่อเลี้ยงตนเองด้วยวิญญาณแตกสลาย จากซากชีวิตมืดมิด หม่นมัว บกพร่อง อา!…กวีนิพนธ์นอกคอก กลอนเปล่าที่บิดเบี้ยว ….”

ฝาโอ่ง ดอกไม้สายน้ำความรัก“ความโดดเดี่ยวคือศาสนาของฉัน…การบินไปเพียงลำพังคือการบูชาอันศักดิ์สิทธิ์”


Fatal error: Uncaught Error: Call to undefined function ไม่ได้เป็นตัวแทนของตำแหน่งของget_bloginfo() in /home/wwwroot/amosfree.com/wp-content/themes/bokeX/template-parts/content-single.php:79 Stack trace: #0 /home/wwwroot/amosfree.com/wp-includes/template.php(772): require() #1 /home/wwwroot/amosfree.com/wp-includes/template.php(716): load_template('/home/wwwroot/a...', false, Array) #2 /home/wwwroot/amosfree.com/wp-includes/general-template.php(204): locate_template(Array, true, false, Array) #3 /home/wwwroot/amosfree.com/wp-content/themes/bokeX/single.php(25): get_template_part('template-parts/...', 'single') #4 /home/wwwroot/amosfree.com/wp-includes/template-loader.php(106): include('/home/wwwroot/a...') #5 /home/wwwroot/amosfree.com/wp-blog-header.php(19): require_once('/home/wwwroot/a...') #6 /home/wwwroot/amosfree.com/index.php(17): require('/home/wwwroot/a...') #7 {main} thrown in /home/wwwroot/amosfree.com/wp-content/themes/bokeX/template-parts/content-single.php on line 79